กาฬสินธุ์ชาวนาเฮกระทรวงพาณิชย์เบรกข้าวเพื่อนบ้านตีตลาดไทย

ชาวนาที่จังหวัดกาฬสินธุ์ดีใจ ขอบคุณรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ สั่งเบรกนำเข้าข้าวต่างประเทศ หลังเปิดผลข้อมูลประชาพิจารณ์ “กรอบอาฟต้า”หรือเขตการค้าเสรี ไม่ผ่าน ชี้ไทยข้าวไม่ได้ขาดแคลนถึงกับต้องนำเข้าข้าวต่างประเทศ พร้อมเดินหน้าพัฒนาคุณภาพข้าวให้ได้มาตรฐาน ตั้งเป้าขายข้าวเปลือกตันละ 15,000 บาท ชาวนามีกำไร หายจน แนะรัฐบาลเข้มงวดบริเวณชายแดน อย่าให้มีการลักลอบนำเข้าข้าวโดยเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2563 จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพทำนา ของชาวนา จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งผ่านพ้นช่วงปักดำและต้นข้าวกำลังเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง และได้รับน้ำจากชลประทานลำปาวอย่างบริบูรณ์ ในขณะที่ข้าวไวแสงหรือข้าวสำหรับเพาะปลูกเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวนาปรัง ก็เริ่มตั้งท้องและออกรวงเต็มท้องทุ่ง

นายนาคินทร์ ภูจ่าพล ผู้ใหญ่บ้านบ้านศรีสังคม หมู่ 9 ต.ดอนสมบูรณ์ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งประกอบอาชีพทำนาด้วย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงเริ่มฤดูทำนา ตนและเพื่อนชาวนาต่างรู้สึกสงสัยและท้อใจเป็นอย่างมาก ที่ทราบข่าวว่ามีนายทุนนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งข้าวเปลือกและข้าวสาร ซึ่งราคาถูกเข้ามาตีตลาดไทย เพราะได้ส่งผลกระทบถึงราคาข้าวในบ้านเราทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้า ที่กำลังพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 18-19 บาท ให้ฉุดดึงราคาต่ำลงมาอีก ทำให้ชาวนาไทยเสียโอกาสทำนาได้กำไร และต้องประสบปัญหาขาดทุนซ้ำซาก จึงอยากเรียกร้องให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับในวงการข้าว เข้ามาแก้ไขปัญหาตรงนี้ด้วย

นายนาคินทร์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยเราเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ผลิตข้าวหล่อเลี้ยงคนทั้งประเทศและส่งออก แต่กลับมีเหตุการณ์นำเข้าข้าวจากต่างประเทศดังกล่าว จึงรู้สึกสงสัยและท้อใจเป็นธรรมดาของคนทำนา และเฝ้าติดตามข่าวสารเกี่ยวกับวงการข้าวตลอดเวลา ล่าสุดจากการติดตามข่าวสาร ทราบว่ากระทรวงพาณิชย์ได้รับฟังความคิดเห็น (ร่าง) ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการนำข้าวเข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน พ.ศ. 2563 ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน ถึง 22 กรกฎาคม 2563 (ปิดรับฟังความคิดเห็นวันที่ 22 กรกฎาคม 2563) โดยนายสุเทพ คงมาก กรรมการในคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) เปิดเผยว่าผลประชาพิจารณ์ไม่ผ่าน จำเป็นต้องยุติและยกเลิกไป อีกด้านหนึ่งมีประกาศของกระทรวงพาณิชย์ของเดิมอยู่แล้วปี 2553 ในกรอบอาฟต้า แต่ที่จะยกร่างใหม่ เพื่อที่จะบังคับใช้ในปี 2564 ที่กรมการค้าต่างประเทศชี้แจงว่าจะมีความละเอียด และลงลึกมากขึ้น ปริมาณ และกรอบเวลาที่จะนำเข้า คิดว่าการอธิบายการยกร่างไม่ชัดเจน ทำให้กระแสสังคม การเมือง กมธ.การเกษตร ได้มีการทักท้วงมา ทำให้เกษตรกร เอกชน คลางแคลงใจ ทำให้ประชาพิจารณ์ไม่ผ่าน คนเห็นด้วย 27% และ ไม่เห็นด้วย 73%

นายนาคินทร์ กล่าวอีกว่า เมื่อข่าวออกมาดังกล่าว ก็เหมือนไทยเรายังรักษาเอกราชทางการข้าวไว้ได้ ซึ่งไม่จำเป็นเลยที่จะต้องนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ เข้ามาตีตลาดข้าวไทยและฉุดให้ราคาข้าวไทยที่กำลังดีวันดีคืนตกต่ำลง อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นที่ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์เปิดผลข้อมูลประชาพิจารณ์ “กรอบอาฟต้า”หรือเขตการค้าเสรี ไม่ผ่านดังกล่าว นับว่าเป็นข่าวดีของชาวนาไทย ที่จะมีกำลังใจผลิตและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้มีมาตรฐานต่อไป

สำหรับราคารับซื้อข้าวเปลือกเหนียวปัจจุบันทราบว่าอยู่ที่กิโลกรัมละ 15.50-16 บาท หรือ 15,500 -16,000 บาท ส่วนข้าวเจ้ากิโลกรัมละ 13.50-14 บาท หรือ 13,500-14,000 บาท ซึ่งหากตรึงราคาข้าวเหนียวไว้ที่ตันละ 15,000 บาท หรือกิโลกรัมละ 15 บาท และข้าวเจ้าตันละ 18,000 บาทหรือกิโลกรัมละ 18 บาท เชื่อว่าชาวนาจะมีกำไร อยู่ได้และหายจน ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ที่เห็นความสำคัญของชาวนาไทย โดยไม่เปิดช่องว่างให้นายทุนนำเข้าข้าวต่างประเทศเข้ามาตีตลาดไทย โดยเฉพาะอยากให้เข้มงวดบริเวณชายแดน อย่าให้มีการลักลอบโดยเด็ดขาด

Share via
Copy link
Powered by Social Snap